5 วิธีที่จะทำให้คุณ “รวยเร็ว”

three arrows
ไม่มีใครเป็นลูกจ้างกินเงินเดือนแล้วจะรวย ต่อให้เป็นลูกจ้างมืออาชีพ (อย่างเช่นผู้บริหารมืออาชีพ) ก็ต้องเสี่ยงและสู้กับ “เป้า” หรือ “ยอดขาย” ที่ถูกเพิ่มมาให้ทุกปี จนกว่าคุณจะทำไม่ไหวแล้วถูกเปลี่ยนตัว ส่วนเรื่องการออกมาทำธุรกิจส่วนตัวนั้น ก็เป็นหนทางหนึ่ง แต่นั่นก็เป็นความรวยแบบ “ธรรมดา” ที่ท่านกำลังจะได้อ่านต่อไปนี้ ผมกำลังหมายถึงวิธี “รวยเร็ว” แบบก้าวกระโดด ด้วย วิธีสุจริต ไม่ใช้โชค แต่น้อยคนจะทำได้ ไม่ว่าวันหนึ่งท่านจะเป็นคนกลุ่มน้อยนั้นหรือเปล่า แต่รู้ไว้ก็ดีกว่าไม่รู้เนาะ
นี่เป็นอีกบทความหนึ่งที่ผมเอาประสบการณ์จริงมาแชร์ และวิธีการเหล่านี้ทำให้ผมมีทุกวันนี้ ข้างล่างนี้ผมผ่านมาเกือบหมดแล้ว และท่านผู้อ่านลองพิจารณาดูว่าอันไหนท่านมีศักยภาพที่จะทำตาม บางครั้งคนเราต้องการแค่ไอเดีย นึกเองไม่เคยออก พอมีคนบอก ก็ร้องอ๋อ..แล้วทำตามอย่างก็รวยได้ แต่ผมจะบอกไว้ก่อนนะครับว่ามันไม่ง่าย อย่าลืมว่า..ผมกำลังจะบอกวิธี “รวยเร็ว” แต่ไม่ได้บอกวิธี “รวยง่าย” มันคนละประเด็นกัน ต้องแยกแยะนะครับ มาว่ากันเลย  

1. สร้างบริษัทขึ้นมาแล้วขาย

แนวคิด: Begin with the end in mind (รู้ตั้งแต่เริ่มแล้วว่าจะจบยังไง) คือสิ่งสำคัญของเรื่องนี้ เรามีตัวอย่างให้เห็นมากมายที่นักธุรกิจก่อตั้งบริษัทขึ้นมา แล้วสร้าง Asset อะไรบางอย่าง (ไม่ว่าจะเป็นข้อได้เปรียบทางการค้า แนวคิด/ไอเดียแจ่มๆ ฐานลูกค้า สินค้าที่ขายดี ฯลฯ) ที่มีอนาคตดีมากๆ เสร็จแล้วก็หาหุ้นส่วนใหม่, นักลงทุน, Venture Capital หรือคู่ค้าที่สามารถเสริมกันได้ (Synergy) มาซื้อกิจการไป หรือมาซื้อหุ้นเพิ่มทุนในราคาที่ไม่ธรรมดา แทนที่เราจะต้องคอยรับเงินปันผลจากธุรกิจไปเรื่อยๆ เราก็ขายหุ้นเดิมหรือหุ้นเพิ่มทุนในราคาแพงพิเศษให้กับผู้ที่สนใจ (เรียกว่า ‘ราคาพรีเมี่ยม’ จะเพราะกว่าเนาะ) แล้วทำไมเขายอมซื้อที่ราคาแพงพิเศษเหรอ ไม่หรอก..มันไม่ได้แพงพิเศษหรอก มันมีอนาคตและคุ้มค่ากับการลงทุนต่างหากล่ะ ตัวอย่างสมการ: เปิดบริษัทด้วยเงินลงทุน 1 ล้านบาท (ราคาพาร์หุ้นละ 1 บาทจำนวน 1 ล้านหุ้น) กิจการดีมาก มีกำไรปีละ 300,000 บาททุกปี และมีแนวโน้มจะกำไรเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เสร็จแล้วหาผู้ลงทุน เสนอขายหุ้นเพิ่มทุนอีก 1 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 3 บาท เท่ากับคนซื้อ จ่ายเงินมา 3 ล้านบาท ได้หุ้นเพิ่มทุนไป 1 ล้านหุ้น (รวมแล้วบริษัทมี 2 ล้านหุ้น ผู้ซื้อคนใหม่ถือหุ้น 50% สัดส่วนของเราลดลงเหลือ 50%) แต่เงิน 3 ล้านที่เขาจ่ายมา เอาเข้าบริษัท 1 ล้านบาท ที่เหลือ 2 ล้านบาทถือว่าเป็นพรีเมี่ยมให้ผู้ถือหุ้นเดิม (ท่านได้เงิน 2,000,000 แล้วนะ ไม่ต้องนั่งทำงานแบบเดิมแล้วรอรับปันผลไป 7 ปี แถมเงินลงทุน ณ วันแรกก็ถือว่าได้ทุนคืนแล้ว และยังได้ถือหุ้นในบริษัทต่อไปอีก 50%) แล้วผู้ซื้อได้อะไร ก็พอปลายปีบริษัทมีกำไร 300,000 บาท เขาได้ส่วนแบ่งเงินปันผล 50% = 150,000 บาทจากเงินลงทุน 3,000,000 บาท เทียบเท่ากับ 5% ดีออก..ผลตอบแทนมากกว่าฝากแบงค์ตั้งเยอะแน่ะ สำหรับท่านๆ ที่รวยล้นฟ้า ก็ใช้สูตรคล้ายๆ กัน เพียงแค่เติมเลขศูนย์ไปข้างหลังหลายตัวเท่านั้นเอง ตัวอย่างที่เห็นนี่คือราคา 3 เท่า สำหรับบริษัทที่อนาคตดีมากๆ ผมเคยเห็น 30 เท่ามาแล้วครับ ตัวอย่างจริง: มีตัวอย่างบริษัทในต่างประเทศมากมาย พวก Start-up Company ที่มีไอเดียเจ๋ง พอสร้างสินค้า prototype ขึ้นมาได้แล้ว ดูดีมีอนาคต ก็ทำ projection กำไร แล้วเสนอขาย Venture Capital ให้มาเพิ่มทุนในราคาพรีเมี่ยม เอาเงินเข้ากระเป๋าส่วนหนึ่ง และเอาเงินไว้ในบริษัทอีกส่วนหนึ่งไว้สำหรับเป็นเงินลงทุนเพื่อขยายกิจการ เดี๋ยวจะหาว่ามีแต่ตัวอย่างในต่างประเทศ ถ้าเป็นในประเทศก็ยกตัวอย่าง Ookbee, วงใน.com, tarad.com ก็แนวนี้ทั้งนั้นครับ เพียงแต่ว่า ณ วันแรกได้คิดเรื่อง ‘ขาย’ ไว้ก่อนหรือเปล่าก็ไม่รู้ บางทีก็นึกไม่ถึงแล้วมาขายได้ทีหลังก็มีครับ ส่วนตัวอย่างของผมเองก็เคยลงทุนในบริษัทแห่งหนึ่ง แล้วขายให้ผู้ลงทุนในราคา 5 เท่าของราคาพาร์มาแล้ว (ไม่รวมว่าก่อนหน้านั้นก็รับเงินปันผลไปจนคืนทุนเรียบร้อยไปก่อนแล้ว)  

2. เอาบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์

แนวคิด: วิธีนี้คล้ายวิธีแรก เพียงแต่ไม่ใช่เอาบุคคลหรือบริษัทมาซื้อหุ้นเรา แต่เป็นการเอาบางส่วนของหุ้นบริษัทเราไปซื้อ-ขายในตลาดหลักทรัพย์ ราคาที่ปรากฎอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ก็สะท้อนถึงราคาหุ้นเดิมที่เราถืออยู่ในมือด้วย เราก็สามารถขายหุ้นของเราในตลาดฯ ได้เช่นกันในราคาตลาด ตัวอย่างสมการ: บริษัทมีทุนจดทะเบียน 40 ล้านบาท (เอาสมการง่ายๆ ว่าราคาพาร์หุ้นละ 1 บาท จำนวน 40 ล้านหุ้น) บริษัทมีกำไรปีละ 10 ล้านบาท จึงปันผล = 0.25 บาท/หุ้น บริษัทแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชน และจดทะเบียนเพิ่มทุนอีก 10 ล้านหุ้น เข้าซื้อ-ขายในตลาดหลักทรัพย์ เรียก FA (Financial Advisor) มาทำ valuation (ประเมินราคา) …รายละเอียดขั้นตอนมีมากกว่านี้นะครับ แต่ไม่ใช่จุดประสงค์ของบทความนี้… เสนอขายประชาชนในราคา IPO (Initial Public Offering) = 2.00 บาท/หุ้น เมื่อเข้าตลาดไปแล้ว สมมุติว่าราคาในตลาดฯ คือ 2.00 บาท หุ้นเดิมที่เราถืออยู่ก็สามารถขายได้ในราคา 2.00 บาทเช่นกัน (แน่นอน ตลาดฯ มีมาตรการกำกับไม่ให้ผู้ถือหุ้นเดิมพากันขายหุ้นเอาเงินแล้วทิ้งบริษัทไปโดยฉับพลัน) ทำไมประชาชนหรือนักลงทุนในตลาดหุ้นยอมซื้อหุ้นเราในราคา 2.00 บาท เพราะเมื่อเทียบกับผลตอบแทนแล้ว ปลายปีบริษัทมีกำไร 10 ล้านบาท ปันผลให้ผู้ถือหุ้น (หลังเพิ่มทุนมี 50 ล้านหุ้น) = 0.20 บาท/หุ้น เทียบเท่ากับผลตอบแทน 10% หรูมากๆ โดยทั่วไป 5% เค้าก็เอากันแล้ว แปลว่า..ราคาหุ้นก็อาจพุ่งไปถึงหุ้นละ 4.00 บาทง่ายๆ เลย ก็เท่ากับว่าหุ้นในมือเรามีมูลค่าเพิ่มขึ้น 4 เท่าทันที มูลค่าหุ้นในมือเจ้าของเดิม 40 ล้านหุ้น (เงินลงทุน 40 ล้านบาท) กลายเป็น 160 ล้านบาทในบันดล ตัวอย่างจริง: ไม่ต้องยกตัวอย่างอะไรมาก ก็บริษัทมหาชนทั้งหลายในตลาดหลักทรัพย์ทั้งหมดแหละครับ ตอนที่บริษัทของผมเข้าตลาดหลักทรัพย์เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว ราคาซื้อขายในวันแรกเปิดที่ 8 เท่าของราคาพาร์ และทะยานไปถึง 13 เท่าในไม่กี่วันต่อมา และผมขอทักท่านผู้อ่านแบบเพื่อนคำหนึ่งนะครับ… เฮ้ย..นี่คือวิธีที่รวยเร็วที่สุดแล้ว

3. เชี่ยวชาญสักอย่าง แล้วขายความเชี่ยวชาญนั้น

ฟังดูงงๆ ลองนึกตามตัวอย่างนี้นะครับ
  • โปรกอล์ฟ สอนคนเล่นกอล์ฟ
  • คนเสียงดี ฝึกฝน แล้วไปเป็นนักร้อง
  • คนหน้าตาดี บุคลิกดี ฝึกฝนแล้วไปเป็นนักแสดง
  • หม่ำ จ๊กม๊ก เป็นคนอารมณ์ขัน ก็เอาดีทางด้านการแสดงแนวตลกขบขัน
คือรู้หรือเชี่ยวชาญสิ่งใด ก็ฝึกฝนให้สุดๆ ไปเลยด้านนั้น แล้วใช้เป็น “สินค้า” ของตัวเอง จะเห็นว่าสินค้าตามตัวอย่างทั้งหมดนี้เป็น “สินค้าที่ไม่มีตัวตน” คือสิ่งที่ส่งมอบให้กับลูกค้านั้นจับต้องไม่ได้ ข้อดีของมันก็คือ ขายเท่าไหร่ก็ไม่มีต้นทุนสินค้าเกิดขึ้นเป็นเงาตามตัว คนทำธุรกิจส่วนใหญ่มักคุ้นชินกับสินค้าที่มีตัวตน ซื้อมา-ขายไป หรือไม่ก็ลงทุนตั้งโรงงานผลิตสินค้าเอง บางที R&D สินค้าเองด้วยซ้ำ แบบนี้ทุกชิ้นที่ขายออกไปต้องมีต้นทุนของสินค้าติดไปเป็นเงาตามตัวเสมอ ขายมาก..ก็ต้องผลิตมาก..ต้นทุนก็เพิ่มขึ้นตามสัดส่วน (ต้นทุนผันแปร) ไม่นับ ‘ต้นทุนคงที่’ เช่นเงินลงทุนต่างๆ ในการ R&D สินค้า, สร้างโรงงาน, ที่ดิน แล้วยังมี Operating Expense (ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน) อีกด้วยอย่างเช่น เงินเดือนพนักงาน, ค่าน้ำ/ค่าไฟ ฯลฯ ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ในต่างประเทศฮิตมากในเรื่องของ Info Product หรือสินค้าที่เป็นประเภท Content ข้อมูล อยู่ในรูปแบบ Audio Book, e-Book, Training Course/Class ใครมีความรู้เป็นทุนเดิม หรือศึกษาหาความรู้บางเรื่องให้ลึกสักหน่อย แล้วทำตัวเป็น “ผู้รู้” หรือ Guru ผลิตสินค้าประเภทนี้มาขาย ไล่มาตั้งแต่ Basic อย่างเช่นการเขียนหนังสือ, การเป็นที่ปรึกษา, การเขียน e-Book ไปจนถึงการจัดสัมมนา หรือ Advance หน่อยอย่างเช่น คอร์สออนไลน์, Subscription Program ฯลฯ ผมเองเคยผลิตคอร์สออนไลน์ สารพันธุรกิจรายได้ต่อเนื่อง..ตลอดชีพ ขนาดขายเล่นๆ ยังทำได้ “1 คอร์ส 1 ปี 1 ล้าน” คิดง่ายๆ ว่าขายราคา 2,000 บาท มีคนซื้อ 500 คน ก็หาเงินได้ 1 ล้านแล้ว โดยที่ลงมือลงแรงผลิตสื่อวีดีโอครั้งเดียว ทำเว็บสมาชิก และ sales page หลังจากนั้นก็ไม่ต้องลงแรง/เวลาอีกเลย ปล่อยให้การตลาดทำหน้าที่ของมันไป ทุก copy ที่ขายได้ผมไม่มีต้นทุนอีกแล้ว   ตัวอย่างของผมเองยังถือว่า “กระจอก” อยู่มาก เมื่อเทียบกับคนดังๆ อย่างคุณบอย (วิสูตร แสงอรุณเลิศ) หรือท่านอื่นๆ ผมยกตัวอย่างอีกคนคือ คุณโน้ส-อุดม ก็อยู่ในหมวดนี้เหมือนกัน จัด Talk Show เดี่ยวไมโครโฟน คาดเดาคร่าวๆ ครั้งละ 20 รอบ รอบละ 4,000 คน ขายบัตรราคาเฉลี่ย 2,000 บาท ลองคูณดูได้เงิน 160 ล้านบาท มีต้นทุนค่าเช่าสถานที่และทีมงาน Production ใช่ไหม ไม่ต้องห่วงเขาครับ ยังมี Sponsor อีกกลุ่มหนึ่งจ่ายเงินให้เขา คุ้มค่าต้นทุนพอดี ไม่ต้องเจียด 160 ล้านออกมาสักบาทด้วยซ้ำ อย่างเราๆ ท่านๆ ต้องลงทุนหรือทำธุรกิจอีกกี่ปีถึงจะมีเงิน 160 ล้าน? แล้วนั่น..เดี่ยวเดียวนะครับ..วันนี้กำลังจะมี เดี่ยว 11 แล้ว  

4. ทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ (หรือสินค้าใดๆ ที่มูลค่าเพิ่มตลอดเวลา)

ก็แล้วแต่ช่วงเวลาเหมือนกัน ท่านผู้อ่านจะเห็นว่ามีบางยุคที่คนซื้ออสังหาฯ แล้วปล่อยขายทีหลัง รวยเอาๆ มันอยู่ที่ว่าท่านซื้อได้ถูกจังหวะเวลาหรือเปล่า ถ้าซื้อในช่วงเศรษฐกิจยังไม่เฟื่องฟูมาก พอเศรษฐกิจเติบโต ราคาที่ดินและอสังหาฯ อื่นๆ ก็ขยับขึ้นพรวดๆ ในอดีตก็มีหลายคนกลายเป็นคนรวยภายในไม่กี่ปีก็เพราะ “ซื้อของได้ราคาถูก” ในเวลาที่ถูกต้องนั้นเอง อ้อ..ย้ำว่าต้องดูจังหวะเวลาของเศรษฐกิจให้ถูกด้วยนะครับ ไม่งั้นอสังหาริมทรัพย์ จะกลายเป็น อสังหาริบทรัพย์ ถ้าจะเอาสินค้าที่ไม่ต้องเก็งกำไรกันขนาดนั้น ก็เล่นกับ “ธาตุ” ก็ได้ครับ อย่างเช่น ทอง เพชร นั้นเลอค่า และมีแต่จะขยับขึ้น (เมื่อมองภาพรวมยาวๆ) สมัยผมเรียนจบใหม่ๆ เมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว ทองบาทละ 4,000 เดี๋ยวนี้ปาเข้าไป 4-5 เท่าแล้ว ถ้าเทียบกับการลงทุนอื่นๆ ต้องได้ผลตอบแทน 7.5-8.0% ต่อปีเลยทีเดียว เรื่องของการ “ซื้อของได้ราคาถูก” เนี่ย ผมขอส่งสัญญาณไว้ตอนนี้เลย (24 ส.ค. 58) ว่า เรากำลังเข้าใกล้ “ช่วงเวลาทอง” เช่นนั้นในอีกไม่นาน ณ เวลานี้คนที่ได้เปรียบที่สุดคือคนที่มีเงินสดอยู่ในมือ เมื่อใดที่เศรษฐกิจถึงจุดต่ำสุด เราจะได้ “ซื้อของถูก” กันอีกรอบ แต่อย่าถามผมออกอากาศเลยว่าเมื่อไหร่ บางอย่างพูดหรือเขียนในที่สาธารณะไม่ได้ แต่ถ้าใครเจอหน้าผม ผมจะบอกให้ฟังว่าคิดยังไง    

5. เล่นหุ้น

เป็นอีกวิธีที่ผมทำเงินมาในอดีต ผมไม่ได้เป็นนักเล่นหุ้น แต่ลงทุนในระยะยาวมากกว่า หรือหุ้นบางตัวก็เป็นเพราะผมเห็นโอกาส โดยวิเคราะห์จากพื้นฐานว่าราคาที่แท้จริงมันควรอยู่ที่ใด และ ณ เวลานั้นผู้คนยังมองไม่เห็นจุดนี้ ราคาจึงต่ำกว่าความเป็นจริงมาก ผมจะรีบตัดสินใจทันที เข้า/ไม่เข้า เป็นเรื่องการฉกฉวยโอกาสที่คนยังมองไม่เห็นค่าที่แท้จริง อย่างหุ้นบริษัทหนึ่ง เมื่อปลายปี 2556 ผมซื้อตั้งแต่ราคา 7 บาท ไปขายเอากลางๆ ปี 2557 ที่ราคาเกือบ 20 บาท เรื่องการทำเงินจากการเล่นหุ้นนี่ มีคนอื่นเจ๋งกว่าผมเยอะ ผมไม่ได้มีรายได้จากเรื่องนี้มากหรอกครับ แค่เคยมีประสบการณ์นิดหน่อยเท่านั้น และไม่ใช่ว่าผมไม่เคยขาดทุนมาก่อน มันก็มีทั้งได้และเสีย (ประเมินผิด) ผมไม่แนะนำให้ซื้อ-ขายหุ้นแบบเก็งกำไร วิ่งไล่ซื้อ-ขายตามคนอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่โบรกฯ หรือ marketing เชียร์ แม้กระทั่งเล่นแบบ Technical (แบบที่เขาดูกราฟกัน) ก็ไม่แนะนำ เพราะถือว่าไม่ได้อิงกับ “พื้นฐานความเป็นจริง” และ “ความสามารถในการประกอบการ” สุดท้ายแล้วทุกอย่างจะกลับมาอยู่ใน ‘จุดสมดุล’ ของมันเสมอ ก็คือราคาจะสะท้อนจากความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจนั้นๆ ผมแนะนำว่าควรลงทุนในหุ้นแบบมีคุณค่า (เป็น Value Investor) ซึ่งใช้พื้นฐานของบริษัทเป็นหลัก ถ้าอะไรมันดี ระยะยาวมันก็จะดีเอง ผมเคยไปฟังสัมมนาของคุณกิ๊ด (กิติชัย เตชะงามเลิศ) ที่ทำเงินจาก 1 ล้านกลายเป็น 500 ล้าน สรุปแล้วเขา “อ่านขาด” ว่าธุรกิจประกันจะเติบโต แล้วเขาก็มีโอกาสลงทุนในหุ้น SCB Life ตั้งแต่ราคา 70 กว่าบาท ปัจจุบันราคาประมาณ 1,200 บาท/หุ้น คงนึกภาพออกนะครับว่า ชีวิตนี้ต้องการการ “อ่านขาด” เพียงแค่ครั้งเดียวก็เกินพอ (แต่ที่จริงคุณกิ๊ดมีความรู้ในเรื่องการลงทุนเป็นอย่างดี และลงทุนในเรื่องอื่นมากกว่านั้น อย่างเช่นอสังหาฯ ตามข้อ 4 อีกด้วย)
พอจะเห็นภาพไหมครับว่ามีวิธีการไหนบ้างที่ทำให้ “รวยเร็ว” และย้ำอีกครั้งนะครับ มันไม่ใช่ “รวยง่าย” แต่มันก็ไม่ได้ยากเกินทน หากใครรู้แนวทางเหล่านี้ และศึกษา วางแผน ลงมือปฏิบัติอย่างเป็นแบบแผน ผมก็คิดว่ามันไม่ใช่เรื่องที่ไกลเกินเอื้อม เมื่อรู้แล้วก็เริ่มสำรวจตัวเองนะครับ ว่าพอจะทำตามแนวทางไหนได้บ้าง หวังว่าพอจะเป็นแรงบันดาลใจให้ท่านได้ไม่มากก็น้อย อ้อ..แล้วก็อย่าลืมแชร์ให้เพื่อนๆ ท่านทราบด้วย อย่างน้อยก็เป็นวิทยาทานให้กับคนรอบตัวท่านนะครับ

กินอย่างไรให้ผอม

การลดน้ำหนักที่ดีและได้ผลคือการลดที่ปริมาณไขมันสะสมในร่างกาย โดยมีวิธีการหลักๆอยู่ 2 วิธี คือ ควบคุมอาหารและการออกกำลังกาย โดยสองหลักการนี้จะทำงานกันเป็นทีม การควบคุมอาหารจะช่วยให้เราได้รับพลังงานและสารอาหารอย่างพอเหมาะ และการออกกำลังกายจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรง เสริมสร้างกล้ามเนื้อ ช่วยเพิ่มการเผาพลาญพลังงาน และช่วยในการควบคุมน้ำหนักจึงขาดสิ่งใดสิ่งนึงไปไม่ได้

แต่ถ้าหากเรามีเวลาจำกัดไม่สามารถจัดสรรเวลาให้ไปออกกำลังกายได้บ่อยๆ ทางออกคือการควบคุมอาหารอย่างเคร่งครัด แต่ใช่ว่าจะไม่ออกกำลังกายเลย เพราะอย่างที่กล่าวไป การจะได้รับผลดีที่สุดก็คือ ลดน้ำหนักลงได้ และไม่กลับมาอ้วนอีก ซึ่งต้องอาศัยการปฏิบัติทั้งสองอย่างคู่กัน เมื่อเราควบคุมอาหารดีแล้ว เราก็ไม่จะเป็นต้องหักโหมออกกำลังกายแบบบ้าคลั่ง แถมยังมีแรงเหลือไปออกกำลังกายได้อย่างชิลๆ ไม่ทำลายสุขภาพและมีรูปร่างสมส่วนไม่เหี่ยวไม่ย้วยอีกด้วย

ควบคุมไม่ใช่การอดอาหาร

หลายคนได้ยินเรื่องการควบคุมอาหารแล้วพลันนึกไปว่า จะต้องอดนั่นอดนี่ ต้องงดมื้อเย็น ต้องกินน้อยๆ ซึ่งในความเป็นจริง หลักการในการควบคุมอาหารที่ถูกต้องคือ ควบคุมปริมาณและสารให้เหมาะสมกับลักษณะการใช้งาน กิจกรรมต่างๆในแต่ละวัน ชนิดการออกกำลังกาย โดยคำนวนจากค่า BMR และ TDEE หรือใช้การคำนวนสารอาหารทั้งคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมัน ตามน้ำหนักตัว เรียกง่ายๆว่าใช้เท่าไหร่ ทานเท่านั้น เพื่อไม่ให้พลังงานส่วนเกินเหลือเก็บสะสมเป็นไขมัน และควรเลือกด้วยว่าจะทานอาหารชนิดใดบ้าง เพื่อให้ได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์ ใช่ว่าจะคุมแต่แคลอรี่อย่างเดียว แต่ต้องคำนึงถึงทั้งสองส่วนที่กล่าวไปด้วย ซึ่งเมื่อรู้หลักการแล้ว เราไม่จะเป็นต้องอดหรืองดอาหารเลย เรียกได้ว่า ยิ่งกินยิ่งผอมเลยทีเดียว โดยเทคนิคในการเลือกอาหาร 5 ข้อหลักๆดังนี้

กฏข้อที่ 1 หลีกเลี่ยงอาหารขาวๆ

อาหารขาวๆในที่นี้โดยมากจะเป็นอาหารประเภทแป้งและน้ำตาล หรืออาหารกลุ่มคาร์โบไฮเดรตเป็นหลัก ซึ่งอาหารกลุ่มนี้เป็นแหล่งพลังงานต้นในการดำรงค์ชีวิตและการทำกิจกรรมต่างๆ จะให้พลังงานสูง และทำให้เกิดกระบวนการสะสมไขมันได้ถ้าหากทานมากเกินกว่าที่ร่างกายต้องใช้ แต่ไม่ใช่ว่าจะไม่ทานเลย เนื่องจากคนที่งดอาหารประเภทแป้งไปเลย หากออกกำลังกายหรือใช้แรงเยอะๆก็อาจทำให้เกิดการสูญเสียกล้ามเนื้อได้เช่นกัน เมื่อกล้ามเนื้อน้อย ก็เผาผลาญน้อย เกิดโยโย่เอฟเฟคได้ง่าย เราควรเลือกทานคาร์โบไฮเดรตกลุ่มเชิงซ้อนเป็นหลัก อย่างข้าวซ้อมมือ มันเทศ ธัญพืช และถั่วต่างๆ และหลีกเลี่ยงคาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยว ที่ประกอบด้วย แป้งสีขาวๆ อย่าง ข้าวขาว ขนมปังขาว น้ำตาลทรายขาว เส้นพาสต้า มันฝรั่ง นอกจากนี้ยังมีอาหารสีขาวในกลุ่มของโปรตีน อย่าง ซีส และ เนย ก็ควรหลีกเลี่ยงเช่นกัน

อาหารสีขาวที่ดีๆมีประโยชน์ก็มีมากมาย และแนะนำให้รับประทานในช่วงการลดน้ำหนักคือ กลุ่มผักอย่าง ดอกกะหล่ำปลี หัวไชเท้า กะหล่ำปลี กลุ่มเนื้อสัตว์ได้แก่ เนื้อปลา ไข่ขาว อก,สันในไก่ และ นม เป็นต้น

กฏข้อที่ 2 จัดสัดส่วน แบ่งมื้อเล็ก ทานบ่อยๆ

เทคนิคอีกอย่างของการลดน้ำหนักคือ การเฉลี่ยพลังงานที่ได้จากอาหารออกเป็นครั้งย่อยๆ ข้อดีของการแบ่งอาหารออกเป็นมื้อเล็กๆย่อยๆ จะช่วยให้สามารถควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และเป็นการช่วยกระตุ้นการเผาผลาญให้ร่างกายอีกด้วย โดยมากจะแนะนำให้แบ่งมื้ออาหารออกเป็น 5-6 มื้อ สำหรับคนที่ไม่มีเวลาอาจย่อยเป็น 4 มื้อก็ได้ตามความเหมาะสมกับตารางชีวิตขอตนเอง โดยเฉลี่ยความห่างของแต่ละมื้อประมาณ 3 ชม และจัดสัดส่วนของอาหารโดยให้มื้อหลักอย่าง มื้อเช้า มื้อเที่ยง และมื้อเย็นประกอบด้วย อาหารประเภทข้าวแป้ง 1 ส่วน ผักใบเขียว 2 ส่วน และเนื้อสัตว์ 1 ส่วน สำหรับมื้อที่เหลือเป็นของว่างระหว่างมื้อโดยให้ทานอาหารกลุ่มที่เป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนกับโปรตีน

มื้ออาหารที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษคือ มื้อเช้าและมื้อเย็น(หลังออกกำลังกาย) สำหรับมื้อเช้าที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษเนื่องจากเป็นมื้ออาหารมื้อแรกของวัน ควรทานให้ครบหมู่เพื่อให้ได้รับสารอาหารที่ดีมีประโยชน์และมีพลังงานเพียงพอต่อความต้องการ เพื่อใช้เป็นพลังงานในระหว่างวัน ส่วนมื้อเย็นที่เป็นมื้อหลังการออกกำลังกาย จะเป็นสารอาหารที่ชดเชยและช่วยซ่อมแซมร่างกายที่ถูกใช้งานไปในระหว่างวันและในการออกกำลังกาย ซึ่งมื้อหลังออกกำลังกายนี้อาจลดในส่วนของข้าว แป้งลง แต่เน้นในส่วนของ ผัก และโปรตีนเป็นหลัก เพื่อไม่ให้เหลือเป็นพลังงานในช่วงที่ร่างกายลดการเผาผลาญลงขณะที่นอนหลับนั่นเอง

กฏข้อที่ 3 งดดื่มเครื่องดื่มที่ให้พลังงาน

เครื่องดื่มที่ให้พลังงานส่วนใหญ่จะมีส่วนผสมของน้ำตาลอยู่ ไม่ว่าจะเป็นน้ำตาลที่เติมเพื่อแต่งรสชาติ หรือน้ำตาลที่มีอยู่ตามธรรมชาติ หรือแม้แต่เครื่องดื่มที่ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาล เพราะเครื่องดื่มประเภท 0 แคลอรี่ จะทำให้ร่างกายเคยชินกับความหวาน และอาจทำให้ร่างกายลดการดึงพลังงานจากไขมันมาใช้ได้ ดั้งนั้นเพื่อให้ลดน้ำหนักได้ง่ายขึ้น ตัวเลือกที่ดีที่สุดคือ น้ำเปล่า ส่วนเครื่องดื่มที่ควรงดได้แก่ เครื่องดื่มหวานๆ น้ำผลไม้ น้ำอัดลม เครื่องดื่มปั่น และ เครื่องดื่มพวกผสมเกลือแร่

กฏข้อที่ 4 น้ำเปล่าตัวช่วยผอม

น้ำเป็นสิ่งสำคัญมากในการดำรงค์ชีวิต ความเชื่อที่ว่าดื่มน้ำมากๆแล้วจะทำให้บวมน้ำเป็นความเชื่อที่ผิด ไม่เป็นความจริง ในทางกลับกันการดื่มน้ำมากๆจะทำให้ร่างกายได้น้ำอย่างเพียงพอ และลดการกักเก็บน้ำไว้ในร่างกาย ยิ่งในช่วงของการลดน้ำหนักควรดื่มน้ำมากๆ เพราะน้ำจะช่วยให้ร่างกายสดชื่น ทำให้รู้สึกอิ่ม และยังช่วยลดความอยากทานของหวานๆได้ นอกจากนี้การดื่มน้ำเย็นๆใส่น้ำแข็ง 1 แก้วจะทำให้การเผาผลาญพลังานเพิ่มขึ้น 1 kcal เนื่องจากร่างกายต้องปรับอุณหภูมิให้สูงขึ้นเพื่อให้ร่างกายอบอุ่น หรือ แม้แต่เทคนิคการดื่มน้ำแก้วใหญ่ๆ 2 แก้วก่อนมื้ออาหาร พร้อมควบคุมพลังงานรวมของอาหารในแต่ละวัน จะช่วยการลดน้ำหนักทำได้ง่ายขึ้นและทำให้ระบบการย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้นอีกด้วย

กฏข้อที่ 5 เหนื่อยทั้งสัปดาห์ มีมื้อปล่อยผีซักมื้อจะเป็นไร

ร่างกายต้องการการพักผ่อน การทำอะไรเดิมๆซ้ำๆจะทำให้เกิดความเครียด การควบคุมอาหารก็เช่นกัน เมื่อตลอดสัปดาห์เคร่งเครียดกับการควบคุมพลังงานและสารอาหาร ควรหาเวลาให้ร่างกายและจิตใจได้พัก ทานสิ่งที่อยากทาน ในปริมาณที่พอเหมาะ กับมื้อ Cheat meal ซักมื้อ นอกจากช่วยลดความเครียดแล้ว มื้อปล่อยผีนี้ยังช่วยกระตุ้นการเผาผลาญพลังงานที่ลดต่ำลงจากการไดเอตให้เพิ่มขึ้น และแถมเป็นกำลังใจให้มีแรงตั้งใจปฏิบัติการไดเอตอย่างเคร่งครัดในสัปดาห์ต่อๆไปได้ แต่จำไว้เสมอว่า Cheat meal แต่ละครั้งก็มีผลกระทบกับการลดน้ำหนักในสัปดาห์ต่อๆไปเช่นกัน จึงควรกะปริมาณให้พอเหมาะ และควบคุมให้ไม่เกิน 2 มื้อต่อสัปดาห์

เทคนิคยิ่งกินยิ่งผอมนี้จะได้ผลมากถ้าทำร่วมกับการออกกำลังกาย และการพักผ่อนที่เพียงพอ

อาหารคลีน 2018

CR : SilverSneakers 

อาหารคลีน 2018 คืออาหารแบบไหน ?

ไม่ว่าจะไปที่ห้างสรรพสินค้าหรือว่าตลาดนัดใกล้บ้าน เราก็จะพบเห็น อาหารคลีน หรืออาหารเพื่อสุขภาพ วางจำหน่ายอยู่เป็นจำนวนมาก นั่นเป็นเพราะเทรนด์สุขภาพที่ได้รับความนิยมอย่างมากในช่วง 1-2 ปี ที่ผ่านมา เราจึงเห็นธุรกิจเพื่อสุขภาพเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว จนถึงปลายปี 2018 นี้ เรามาลองดูกันหน่อยว่าเทรนด์อาหารคลีน เทรนด์การดูแลสุขภาพแบบคลีนๆ ของเพื่อนๆ สายเฮลตี้ มีอะไรบ้าง จะได้ไม่ตกเทรนด์กัน ที่สำคัญยังช่วยเนรมิตร่างกายสุดปังได้ทั้งภายในและภายนอก CR : SilverSneakers อาหารคลีน 2018 คืออาหารแบบไหน ? ในช่วงแรกๆ ที่มีการเริ่มทานอาหารคลีนกันนั้น มักจะเป็นเมนูอาหารที่ใช้วัตถุดิบไม่หลากหลายนัก เช่น อกไก่ต้ม ไข่ขาว ถั่ว ผักต่างๆ กินไปช่วงแรกๆ มันก็โอเคอยู่หรอก แต่พอผ่านมาสักพักมันก็เริ่มเบื่อรสชาติจืดชืดแบบนี้ซะแล้วสิ อยากทานเมนูใหม่ๆ บ้าง นิยามคำว่า อาหารคลีน จึงได้ถูกปรับเปลี่ยนมาเรื่อยๆ เพื่อให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของคนในยุคปัจจุบันให้มากที่สุด โดยได้มีการสร้างสรรค์เมนูอาหารคลีนรวมทั้งสรรหาวัตถุดิบที่หลากหลายและมีรสชาติดี เพื่อให้สายเฮลตี้ทานอาหารอย่างมีความสุขและไม่รู้สึกผิด งั้นมาดูกันหน่อยดีกว่า ว่าวิวัฒนาการอาหารคลีนในยุค 2018 นี้ จะมีอะไรใหม่ๆ ให้คนรักสุขภาพได้หามาทานกันบ้าง CR : Eat This Much น้ำมันอโวคาโด (Avocado Oil) น้ำมันอโวคาโดเริ่มเป็นที่นิยม เพราะคุณค่าทางโภชนาการสูง และมีราคาถูกกว่าน้ำมันมะกอก ซึ่งน้ำมันมะกอกก็ใช้ในการประกอบอาหารคลีนเช่นกันนะ แต่อโวคาโดจะดีกว่าตรงที่มันไม่มีกลิ่น จึงถูกใจคนที่ไม่ชอบกลิ่นน้ำมันมะกอก น้ำมันอโวคาโด อุดมไปด้วยกรดไขมัน Omega 9 และวิตามิน E ที่ช่วยในการลดระดับคอเลสเตอรอลในร่างกาย ช่วยให้การไหลเวียนโลหิตมีประสิทธิภาพ และดีต่อสุขภาพผม, ผิว CR : The Pappas Post กรีกโยเกิร์ต (Greek Yogurt) กรีกโยเกิร์ต เป็นโยเกิร์ตไขมันต่ำที่มีปริมาณโปรตีนสูง และยังมีแร่ธาตุจำพวกแคลเซียม, โพแทสเซียม ที่ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย รวมถึงช่วยบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง กรีกโยเกิร์ตจะมีเนื้อเข้มข้นกว่าโยเกิร์ตแบบทั่วไป และมีปริมาณน้ำตาลที่น้อยกว่าด้วย จะเลือกทานแบบเพียวๆ หรือทำเป็นสมูทตี้ด้วยการทานกับข้าวโอ๊ตหรือผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ก็สามารถทำได้ตามใจชอบเลย CR : my gourmet connection น้ำสลัดสูตรใหม่ ไม่จำเจ สลัดผัก/ผลไม้ เป็นอาหารประจำชาติของเหล่าคนรักสุขภาพเลยก็ว่าได้ เพราะทุกคนต่างก็ทราบกันดีว่าผักและผลไม้เป็นอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุ แถมยังไม่ทำให้อ้วน (ถ้าเลือกทานให้ถูกนะ 555) น้ำสลัด ก็เป็นอีกส่วนประกอบสำคัญที่ช่วยเพิ่มรสชาติที่ดีให้กับสลัด ปัจจุบันจึงมีการสร้างสรรค์น้ำสลัดสูตรใหม่ๆ ออกมามากมาย เพื่อให้การทานสลัดไม่น่าเบื่ออีกต่อไป เช่น น้ำสลัดเธาซันไอส์แลนด์ น้ำสลัดซีซาร์ น้ำสลัดบัลซามิก และอีกหลากหลายเมนูน้ำสลัด ที่จะทำให้ผักผลไม้ในจานน่าทานยิ่งขึ้น CR : Taste of Home เบเกอรี่คลีน ทานแต่ผักทุกวันก็คงไม่ไหว ร่างกายเริ่มจะโหยหาแป้งและน้ำตาล อยากทานเบเกอรี่บ้างอะไรบ้าง แต่ขนมพวกนี้มีแต่แป้งและน้ำตาลที่เป็นส่วนผสมที่ไม่มีความเป็นอาหารคลีนเอาซะเลย หลายคนที่เป็นสายคลีนจึงต้องงดกินขนมพวกเบเกอรี่ไปอย่างน่าเสียดาย ก็มันอร่อยมากๆ เลยน่ะสิ แต่ยุคแห่งอาหารคลีน 2018 แบบนี้ ในที่สุดก็มีเบเกอรี่แบบคลีนๆ มาให้เราทานกันอย่างสบายใจแล้วล่ะ โดยจะเป็นเบเกอรี่ที่ทำจากแป้งธัญพืช ถั่ว เต้าหู้ หรือ ผักต่างๆ ที่บอกเลยว่ารสชาติอร่อยไม่แพ้เบเกอรี่แบบปกติเลย แต่ราคาเบเกอรี่คลีนจะสูงกว่าหน่อยนะ CR : Cleanleap เนื้อสังเคราะห์ (Culture Meat) เนื้อสังเคราะห์ เป็นอาหารแนวใหม่ที่เกิดจากการนำสเต็มเซลล์จากกล้ามเนื้อของสัตว์ที่ยังมีชีวิตมาเพาะเลี้ยงให้แบ่งตัวแบบทวีคูณ และเติบโตเป็นกล้ามเนื้อสัตว์ที่สามารถบริโภคได้ ซึ่งวิธีการเพาะเลี้ยงแบบนี้ นอกจากจะทำให้ได้เนื้อสัตว์ที่ปลอดภัยกว่าแล้ว ยังช่วยลดมลพิษจากกระบวนการปศุสัตว์ และลดปริมาณมลภาวะที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ได้อีกด้วย